อัลไซเมอร์ ผลกระทบจากสมองเสื่อม ต้องดูแลรักษาอย่างไร?

ศูนย์ : ศูนย์สมองและระบบประสาท

บทความโดย : พญ. รุ่งทิพย์ ชัยธีรกิจ

อัลไซเมอร์ อาการของภาวะสมองเสื่อม ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

โรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุหลักของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อย โดยเริ่มจากอาการหลงลืมเล็กน้อยและค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สาเหตุเกิดจากการสะสมของโปรตีนผิดปกติในสมอง ร่วมกับปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ พันธุกรรม โรคประจำตัว และพฤติกรรมการใช้ชีวิต การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้ารับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถชะลอการเกิดโรคได้ ปัจจุบันแม้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถดูแลด้วยยา เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการปรับพฤติกรรม เพื่อยืดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้นานที่สุด รวมถึงการดูแลจากครอบครัวที่มีความเข้าใจก็เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

หากผู้สูงอายุที่บ้านของคุณ แสดงพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป มักมีอาการหลงลืม สับสนเรื่องเวลา สถานที่ ไม่สามารถเข้าใจหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงใช้ภาษาผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ และควรเฝ้าระวังการเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) ที่สำคัญคนในครอบครัวต้องหมั่นดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งควรพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์ หากสังเกตได้ถึงความผิดปกติ เพื่อที่จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว


อัลไซเมอร์ (Alzheimer) คืออะไร ?


ผู้สูงอายุเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ ผู้สูงอายุเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์

อัลไซเมอร์ หรือ Alzheimer คือ โรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่ทำให้การทำงานของสมองแต่ละด้านค่อย ๆ เสื่อมถอย โดยเซลล์สมองจะเสื่อมถอยแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ปริมาตรของเนื้อสมองฝ่อลงเรื่อย ๆ และเมื่อเซลล์สมองถูกทำลายไปถึงระดับหนึ่ง สมองจะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการทำงาน ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความคิด ความจำ พฤติกรรม รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งโรคอัลไซเมอร์ สามารถพบได้ถึงประมาณ 60-80% ของผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด


ความแตกต่างระหว่างอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม

หลายคนมักเข้าใจว่าโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม คือโรคเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองสิ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้

  • สมองเสื่อม เป็นคำเรียกกลุ่มอาการรวมของการมีภาวะบกพร่องในการทำงานของสมอง ทั้ง 6 ด้าน เช่น ด้านสมาธิ ด้านการคิด ตัดสินใจและการวางแผน ด้านความจำ ด้านการใช้ภาษา ที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน
  • อัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม

ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ง่าย ๆ คือ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทุกคนมีภาวะสมองเสื่อม แต่ไม่ใช่ผู้ป่วยสมองเสื่อมทุกคนจะเป็นโรคอัลไซเมอร์เสมอไป

> กลับสารบัญ


สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ มีสาเหตุหลักมาจากการสะสมของโปรตีนผิดปกติ 2 ชนิด ในเนื้อสมองของผู้ป่วย คือ

  • โปรตีนอะไมลอยด์ (Amyloid) โดยเกาะกลุ่มเป็นคราบอยู่รอบเซลล์ประสาท
  • โปรตีนทาว (Tau) มักสะสมเป็นพันธะเกลียวภายในเซลล์ประสาท

เมื่อโปรตีนเหล่านี้ สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลให้เซลล์สมองเสียหายและตายลง เมื่อเซลล์สมองถูกทำลายไปมากพอ สมองจะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการทำงานอย่างช้า ๆ จนนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมในที่สุด

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

ปัจจัยเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์มีอะไรบ้าง ?

นอกจากสาเหตุหลักข้างต้น โรคอัลไซเมอร์ ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ดังนี้

  • อายุ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด โดยมักพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น
  • พันธุกรรม แม้โรคอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง แต่หากมีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้อง เป็นโรคนี้ ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมียีนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอีกด้วย
  • โรคประจำตัว โรคเรื้อรังบางชนิดที่ส่งผลต่อหลอดเลือดและการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม
  • วิถีชีวิตและพฤติกรรม มีผลต่อสุขภาพสมองอย่างมาก เช่น ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการกระตุ้นสมอง และขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม รวมถึงภาวะซึมเศร้า
  • การบาดเจ็บที่ศีรษะ หากเคยได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรง หรือมีประวัติศีรษะกระแทกซ้ำ ๆ อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในระยะยาว
  • โรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้

> กลับสารบัญ



การตรวจวินิจฉัยคัดกรองโรคอัลไซเมอร์ การตรวจวินิจฉัยคัดกรองโรคอัลไซเมอร์

สัญญาณเตือนและอาการของโรคอัลไซเมอร์ มีอะไรบ้าง ?

อาการของโรคอัลไซเมอร์จะค่อย ๆ แย่ลงตามลำดับ โดยเริ่มจากความผิดปกติเล็กน้อยไปจนถึงระยะรุนแรง ซึ่งสามารถสังเกตและแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะเริ่มแรก

ในระยะนี้อาการอาจยังไม่รุนแรง และมักถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงความหลงลืมตามวัย แต่หากสังเกตดี ๆ จะพบอาการซึ่งเป็นสัญญาณของโรค เช่น

  • ความจำระยะสั้นลดลง ลืมสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ลืมนัด หรือถามคำถามซ้ำ ๆ
  • ใช้ภาษาไม่คล่อง เรียกชื่อสิ่งของไม่ถูก หรือหยุดพูดกลางคัน
  • เริ่มสับสนเรื่องเวลา สถานที่ หรือทิศทาง
  • วางของผิดที่บ่อย และหาของไม่เจอ
  • มีปัญหาในการวางแผนหรือจัดการเรื่องง่าย ๆ
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย เช่น เครียด วิตกกังวล หรือเริ่มมีภาวะซึมเศร้า

ระยะกลาง

อาการจะชัดเจนมากขึ้น และเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนี้

  • ความจำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด จำคนใกล้ชิดหรือเหตุการณ์สำคัญไม่ได้
  • สับสนวัน เวลา และสถานที่มากขึ้น อาจหลงทางหรือกลับบ้านไม่ถูก
  • ไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำได้ เช่น ใช้โทรศัพท์ ดูนาฬิกา หรือจัดการการเงิน
  • มีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ และการตัดสินใจผิดพลาดบ่อย
  • เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง เช่น อาบน้ำ แต่งตัว
  • มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น หงุดหงิด ก้าวร้าว พูดจาไม่เหมาะสม
  • อาจมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ออกจากบ้านโดยไม่มีจุดหมาย หรือเดินตอนกลางคืน
  • บุคลิกภาพเปลี่ยน เช่น เฉื่อยชา แยกตัว หรือหวาดระแวง

ระยะสุดท้าย

ถือเป็นระยะที่รุนแรงที่สุด ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง โดยมีอาการบ่งชี้เหล่านี้

  • ไม่สามารถสื่อสารหรือเข้าใจภาษาได้ชัดเจน
  • จำบุคคลใกล้ชิดไม่ได้ หรือคิดว่าเป็นคนแปลกหน้า
  • ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ หรือกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง
  • ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา
  • มีปัญหาในการกลืนอาหาร รับประทานได้น้อยลง
  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้
  • ภูมิคุ้มกันลดลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน

การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้เร็วขึ้น ซึ่งสามารถชะลอการดำเนินโรค และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นานขึ้น

> กลับสารบัญ


การตรวจวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์


การตรวจวินิจฉัยคัดกรองโรคอัลไซเมอร์ การตรวจวินิจฉัยคัดกรองโรคอัลไซเมอร์

แพทย์จะมีการซักประวัติจากผู้ป่วย ญาติ หรือผู้ดูแล เกี่ยวกับความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความถดถอยด้านการทำงานของสมอง จากนั้นจะเริ่มการทดสอบทางสมอง เพื่อวัดสมรรถภาพการทำงานประเมินความบกพร่องในการรับรู้ เพื่อใช้วินิจฉัยโรค เช่น ให้ทำแบบทดสอบกระดาษหน้าเดียวที่มีคำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไป ทักษะสมอง หรือคิดคำนวณ ร่วมกับการตรวจร่างกายและเลือกการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม เพื่อให้การวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้องว่าผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อม


วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ ในห้องปฏิบัติการ

หลังจากการซักประวัติและทดสอบการทำงานของสมองแล้ว จะมีการตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาความผิดปกติภายในร่างกายและโครงสร้างสมอง ดังนี้

  • การตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายสมองเสื่อมแต่สามารถรักษาได้ เช่น ภาวะขาดวิตามิน B12, ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ หรือการติดเชื้อบางชนิด
  • การตรวจภาพวินิจฉัยสมอง เป็นขั้นตอนสำคัญในการดูโครงสร้างสมองและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ได้แก่
    • Computed Tomography (CT) การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อดูภาพตัดขวางของสมอง ช่วยคัดกรองภาวะเนื้องอกในสมอง หรือภาวะเลือดออกในสมอง
    • Magnetic Resonance Imaging (MRI) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้ได้ภาพสมองที่ละเอียดสูง ช่วยให้แพทย์เห็นความฝ่อของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ (Hippocampus) ได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดเด่นของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

> กลับสารบัญ


วิธีการรักษาและชะลอการดำเนินโรคอัลไซเมอร์

ในด้านของการรักษานั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุเป็นหลัก โดยผู้ป่วยที่ภาวะสมองเสื่อมซึ่งเกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทหรือเกิดจากโรคอัลไซเมอร์นั้น ปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด โดยมีแนวทางการรักษา เพื่อชะลอการดำเนินโรคให้ช้าลง ดังนี้

การใช้ยา

แพทย์จะใช้วิธีการให้ยาที่ทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น ชะลอการดำเนินโรคให้ช้าลง ซึ่งมักจะได้ผลกับผู้ป่วยในระยะเริ่มแรก ร่วมกับการให้ยารักษาอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง


การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์

อีกหนึ่งแนวทางคือแพทย์จะนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยในการรักษา โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้ยา ได้แก่

  • การรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อน (TDCS: Transcranial Direct Current Stimulation) เพิ่มความจำและความสามารถของสมอง สามารถช่วยเพิ่มความจำและความสามารถของสมองได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการอัลไซเมอร์ในระยะแรก และระยะกลาง ที่มีอาการไม่รุนแรงมากนัก
  • การรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS: Transcranial Magnetic Stimulation) เป็นคลื่นแม่เหล็กที่สามารถทะลุผ่านอวัยวะต่าง ๆ เข้าไปได้ลึกประมาณ 1-3 เซนติเมตร เพี่อเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบ ส่งผลให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมและการสร้างวงจรระบบประสาทต่าง ๆ ภายในสมองของผู้ป่วยที่มีภาวะความจำถดถอยจากโรคอัลไซเมอร์ โดยการกระตุ้นสมองในตำแหน่งต่าง ๆ

> กลับสารบัญ


การป้องกันอัลไซเมอร์ ด้วยการชะลอความเสื่อมของสมอง

ถึงแม้ว่ายังไม่มีวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด แต่สามารถลดความเสี่ยง และชะลอการเกิดโรคได้ ดังนี้

  • ฝึกสมองเป็นประจำ เช่น เล่นเกมฝึกความจำ เล่นหมากรุก หรือทำแบบฝึกหัดลับสมอง
  • อ่านหนังสือ หัดเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เช่น ภาษาที่สอง ดนตรี หรือทักษะใหม่ ๆ
  • หลีกเลี่ยงการปล่อยให้ตัวเองอยู่เฉย ๆ นาน ๆ โดยไม่มีกิจกรรม
  • เน้นกินผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ธัญพืช ปลา ถั่ว และน้ำมันมะกอก
  • ลดอาหารที่มีไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัว น้ำตาล และเกลือสูง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง และลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้อง
  • นอนหลับให้เพียงพอ ลดความเครียดและดูแลสุขภาพจิต
  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ให้อยู่ในระดับพอดี

> กลับสารบัญ


การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์สำหรับคนในครอบครัว

การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ต้องใช้ความเข้าใจและความอดทน โดยแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • จัดบ้านให้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงการหกล้ม
  • สื่อสารด้วยความใจเย็น ไม่โต้แย้ง
  • สร้างกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ
  • ดูแลเรื่องโภชนาการ และสุขอนามัย
  • เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง
  • ผู้ดูแลควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและดูแลสุขภาพตัวเองด้วย

> กลับสารบัญ


อัลไซเมอร์ หากรู้เร็ว ชะลอได้ รีบมารับการตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาลนครธน

สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้สูงอายุที่บ้านมีสัญญาณของอาการโรคอัลไซเมอร์ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์เฉพาะทาง ด้านประสาทวิทยาและประสาทศัลยศาสตร์ ที่ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน พร้อมดูแลรักษาโรคอัลไซเมอร์ และให้คำปรึกษาผู้ดูแลผู้ป่วย เพื่อชะลอระยะการดำเนินโรค ให้ผู้ป่วยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียาวนานขึ้น


เวลาทำการ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน

  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น.

สถานที่ตั้ง

  • ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน ชั้น 1

ช่องทางติดต่อศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลนครธน

> กลับสารบัญ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ (FAQs)

  • Q: โรคอัลไซเมอร์กับอาการหลงลืมตามวัย ต่างกันอย่างไร ?

    A: อาการหลงลืมตามวัยมักเป็นเพียงการลืมเล็กน้อยและยังสามารถนึกขึ้นได้ภายหลัง รวมถึงไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก ขณะที่อัลไซเมอร์จะมีอาการหลงลืมถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน

  • Q: หากคนในครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์ เราจะเสี่ยงเป็นด้วยหรือไม่ ?

    A: ไม่จำเป็นเสมอไป แม้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่โรคนี้ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมทั้งหมด ยังมีปัจจัยด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องด้วย

  • Q: ควรเริ่มตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์เมื่ออายุเท่าไร ?

    A: โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มประเมินความเสี่ยงตั้งแต่อายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป หรือเร็วกว่านั้นหากมีอาการผิดปกติหรือมีประวัติครอบครัว

  • Q: ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีโอกาสมีชีวิตยืนยาวแค่ไหน ?

    A: ระยะเวลาการดำเนินโรคแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยเฉลี่ยอาจอยู่ได้ 8-10 ปีหลังได้รับการวินิจฉัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวมและการดูแลรักษ

ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย


Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า
ตกลง

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย